วันพฤหัสบดีที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐

HACK#31 Google Images

การเสาะหาภาพในวัยเด็กของเพื่อนคุณหรือหาภาพธงชาติของประเทศซิมบับเว จากคลังภาพที่มีถึง 390 ล้านภาพซึ่งได้ถูกจัดทำอินเด็กซ์เอาไว้ใน Google Images

เรามาพักการค้นหาข้อมูลที่เป็นข้อความสักครู่กันดีกว่า คราวนี้ลองมาดูที่การค้นหารูปภาพบ้าง โดยการใช้ Google Images (http://images.google.com/) ซึ่งเป็นอินเด็กซ์ที่เก็บรวบรวมภาพกว่า 390 ล้านภาพเอาไว้ แม้ว่าจะไม่มีส่วนที่เป็นซินแท็กซ์เหมือนการสืบค้นแบบอื่นๆ ทว่า Google Images ก็มีการสืบค้นขั้นสูงที่เรียกว่า Advanced Image Search (http://images.google.com/advanced_image_search) กับเค้าเช่นกัน ซึ่งสามารถให้ทางเลือกที่น่าสนใจกับผู้ใช้ได้

  • Tip : คุณสามารถระบุตัวเลือกในเว็บเพจของการค้นหาภาพขั้นสูง (Advance Image Search) ผ่านทาง URL (Hack #9) ได้ด้วย

การสืบค้นภาพในขั้นสูง สามารถเริ่มได้จากการสืบค้นคีย์เวิร์ด เพราะภาพต่างๆ นั้นถูกจัดทำเป็นอินเด็กซ์ด้วยคีย์เวิร์ด ซึ่งมีความครอบคลุมมากน้อยไม่เท่ากัน ดังนั้นจงระบุให้เฉพาะเจาะจงที่สุดเท่าที่จะมากได้ หากคุณกำลังหารูปแมวก็จงอย่าใช้คำว่า cat เป็นคีย์เวิร์ด นอกเสียจากว่าคุณไม่รังเกียจที่จะได้ผลลัพธ์มากมายเกินจำเป็น ดังนั้น จงใช้คำซึ่งมีความหมายเฉพาะเจาะจงและมีความเกี่ยวข้องกับคำว่า cat มากกว่านั้น เช่น feline หรือ kitten เป็นต้น ขอให้เฉพาะเจาะจงลงไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยที่ใช้จำนวนคำน้อยที่สุด แม้กระนั้นก็ตาม สำหรับคีย์เวิร์ดสืบค้นบางคำเช่นคำว่า feline fang นั้นจะให้ผลลัพธ์มากกว่า 3,000 ภาพเลยทีเดียว ดังนั้นในกรณีนี้คำว่า cat fang อาจให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า (การเลือกคีย์เวิร์ดที่ใช้ในการสืบค้นรูปภาพนั้นต้องอาศัยความอดทน และการฝึกฝนมากพอสมควรเลยทีเดียว)

ผลการสืบค้นที่ได้จะให้ทั้งรูปภาพซึ่งแสดงเป็น thumbnail (คือการแสดงผลรูปภาพโดยเรียงต่อกันไปหลายๆภาพ) ชื่อของรูปภาพนั้นๆ ขนาดของภาพ (ทั้งที่เป็นพิกเซลและกิโลไบต์) รวมทั้งชื่อ URL ของรูปภาพแต่ละภาพด้วย การคลิกที่ภาพจะทำให้คุณได้เว็บเพจที่อยู่ในกรอบ และมี thumbnail อยู่ส่วนบน จากนั้นจะมีชื่อเว็บเพจที่มีภาพนั้นอยู่ในส่วนล่าง

ภาพที่ 2-2 หน้าตาของ Google Image

การสืบค้นจาก Google Images

ก็เหมือนกับการเสี่ยงดวงเพราะมันยากที่จะสร้างคำถามสืบค้นที่ประกอบด้วยคำหลายๆคำได้ เพราะการสืบค้นด้วยคำเดียวโดดๆนั้น จะให้ผลลัพธ์มากมายเกินไป แต่อย่างไรก็ตาม คุณยังมีทางเลือกที่จะระบุคำสืบค้นของคุณให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้นได้ทั้งจากการใช้การสืบค้นขั้นสูง (Advanced Image Search) และการใช้ซินแท็กซ์พิเศษ (Google Image Search Specia Syntaxes) เข้าช่วยอีกทีหนึ่ง

การใช้ Advanced Image Search ของ Google

Advanced Image Search (http://images.google.com/advanced-image-search) จะให้คุณระบุขนาด (เป็นพิกเซลไม่ใช่กิโลไบต์) ของภาพที่คุณต้องการ คุณสามารถระบุประเภทของไฟล์ภาพนั้นๆได้ด้วย (Google จัดทำอินเด็กซ์เฉพาะภาพที่เป็น JPEG และ GIF เท่านั้น) นอกจากนี้คุณยังสามารถระบุสี (เช่น ขาว ดำ เทา หรือ ทุกสี) และระบุ Domain Name ที่คุณต้องการสืบค้นได้อีกด้วย

การสืบค้นด้วยภาพจาก Google จะใช้ Filter ที่แยกออกเป็นสามระดับ คือ ไม่กรองเลย (none) กรองระดับปานกลาง (moderate) และสุดท้ายคือการกรองแบบเข้มงวด (strict) Filter ในระดับปานกลางจะกรองเฉพาะภาพที่เฉพาะเจาะจงออกไป ในขณะที่ในระดับเข้มงวดจะกรองทั้งภาพและตัวอักษรเลยทีเดียว แต่การใช้ Filter ก็ไม่ได้รับประกันว่าคุณจะไม่ได้รับเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมซะเลยทีเดียว ในบางครั้ง Filter เหล่านี้ก็ไม่ช่วยอะไรเลย ยกตัวอย่างเช่น คุณต้องการที่จะค้นหาภาพเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม แต่ Filter ของ Google ได้ตัดผลการสืบค้นที่คุณควรจะได้ไป ดังนั้นเมื่อใดก็ตามที่คุณกำลังสืบค้นคำที่อาจจะเป็นคำต้องห้าม ทั้งๆที่มีเจตนาจะใช้ในความหมายทั่วๆไปอยู่ก็ตาม คุณอาจจะต้องยกเลิกการใช้ Filter ไปเลย เพื่อตัดโอกาสที่จะไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการทางออกไป หรือไม่อีกวิธีหนึ่งก็คือ พยายามใช้คำอื่นแทน เช่น หากคุณกำลังค้นหาภาพเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมอยู่ ก็ให้ใช้คำสืบค้นว่า mamograms หรือ Tamoxifen ซึ่งเป็นชื่อตัวยาที่ใช้รักษามะเร็วเต้านมแทน

ซินแท็กซ์พิเศษของ Google Images

Google Images มีซินแท็กซ์พิเศษให้คุณได้เลือกใช้ได้ดังต่อไปนี้

intitle:

ซินแท็กซ์นี้จะสืบค้นจาก Title ของเว็บเพจ วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีวิธีหนึ่ง ในการจำกัดผลการสืบค้นของคุณ

filetype:

ซินแท็กซ์นี้จะสืบค้นรูปภาพที่เป็นไฟล์ JPEG หรือ GIF อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น โดยไม่สนใจรูปไฟล์ชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น BMP หรือ PNG หรืออื่นๆที่ Google ไม่ได้เก็บเอาไว้ โปรดสังเกตว่าการใช้คำสั่งว่า filetype:jpg และ filetype:jpeg จะให้ผลการสืบค้นที่ต่างกัน เพราะ Filter จะดูที่ชื่อสกุลของไฟล์ แต่จะไม่สามารถแยกแยะให้ลึกซึ้งไปกว่านั้นได้

inurl:

ซินแท็กซ์นี้จะทำงานคล้ายกับซินแท็กซ์ในการสืบค้นเว็บเพจปกติ โดยจะไปค้นหาคำที่ต้องการใน URL แต่ผลลัพธ์ที่ได้อาจทำให้คุณสับสนได้ ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจจะค้นหารูปแมวด้วยคำสั่งว่า inurl:cat แต่กลับได้ผลลัพธ์เป็น URL ต่อไปนี้

www.reincarnationist.org/wordpress/?m=200707

แล้วคำว่า cat หายไปไหน? ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะ Google ได้จัดทำอินเด็กซ์โดยมีชื่อของรูปภาพเป็นส่วนหนึ่งของชื่อ URL ดังนั้น URL ข้างบนนี้อาจมีคำว่า cat อยู่ได้เช่นกัน หาก URL ดังกล่าวมีคำว่า cat.jgp อยู่ด้วย นี่คือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้เมื่อคุณใช้คำสั่ง inurl:cat เพราะมันจะไปค้นหา cat ซึ่งเป็นชื่อของภาพ แทนที่จะเป็น URL

site:

ซินแท็กซ์ site: จะจำกัดการสืบค้นไปที่โฮสหรือ Domain Name เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม คุณไม่ควรที่จะใช้ซินแท็กซ์นี้เพื่อเจาะจงโฮส นอกเสียจากว่าคุณจะรู้ดีว่ามีข้อมูลอะไรอยู่ที่นั่น ดังนั้นจึงควรใช้กับ Domain Name จะดีกว่า เช่น คุณอาจระบุคำสั่งเป็น football site:uk จากนั้นจึงสืบค้นคำว่า football ต่อไปในผลลัพธ์ที่ได้

คำสั่ง site:com เป็นตัวอย่างที่ดีอีกตัวอย่างหนึ่งที่จะแสดงให้เห็นว่าซินแท็กซ์ site: สามารถให้ผลการสืบค้นที่แตกต่างกันได้มากเพียงใด ระหว่างการใช้กับไม่ใช้ซินแท็กซ์ดังกล่าว

Google Images และ Google API

ในขณะที่เขียนหนังสือเล่มนี้ Google Images ยังไม่รวมอยู่ใน Google API แต่อย่างใด

HACK#33 การสืบค้นจาก Google Catalogs


ด้วย Google Catalogs คุณจะสืบค้นแคตาล็อกสินค้าสุดโปรดและซึมซับข้อมูลได้จากกว่า 4,500 แคตาล็อก

ในยุคที่ดอทคอมเริ่มเบ่งบานใหม่ๆ ร้านค้าปลีกทั้งหลายต่างก็เร่งที่จะเอาแคตาล็อกของตนมาไว้ในโลกออนไลน์ ซึ่ง Google เองก็ทำเช่นนั้นเหมือนกัน แต่หลังจากที่กระแสนิยมเริ่มซาลงซึ่งกินเวลานานพอสมควร Google ได้นำเสนอแคตาล็อกในรูปแบบใหม่ แทนที่จะออกแบบเว็บไซต์ของตนให้ดูเหมือนแคตาล็อกสินค้าอย่างที่ทำๆกัน Google เพียงแต่สแกนแต่ละหน้าจากแคตาล็อก ซึ่งมีอยู่ประมาณ 4,500 แห่ง และจัดให้ผู้ใช้สามารถสืบค้นแคตาล็อกเหล่านี้ได้โดยใช้ Search Engine ที่มีอยู่ในหน้าแรกของ Google Catalogs (http://catalogs.google.com) ซึ่งคุณอาจจะสืบค้นอย่างง่ายๆ ด้วยคีย์เวิร์ดหรือเลือกสืบค้นจากอินเด็กซ์ของแคตาล็อกก็ได ซึ่งแต่ละรายการก็จะมีบริการให้คุณเลือกดูแคตาล็อกจากการพิมพ์แต่ละครั้งได้ หรือมีลิงค์ไปที่เว็บไซต์ของแคตาล็อกรายการนั้นโดยตรง (ถ้ามี)

แคตาล็อกจะมีภาพเล็กๆของแต่ละรายการให้คุณดูเป็นตัวอย่าง แต่ละหน้าในแคตาล็อกจะมีแถบคำสั่งอยู่ทางขวามือของหน้านั้นๆ ทำให้คุณสืบค้นในแคตาล็อกนั้นๆ ได้

หากคุณสนใจสินค้าหมวดใดหมวดหนึ่ง (เช่นอิเล็กทรอนิกส์ หรือของเล่น เป็นต้น) ขอให้เลือกด้วยตัวเลือกที่อยู่ในหมวดนั้น หากคุณต้องการค้นหาเฉพาะสินค้าตัวหนึ่งตัวใด คุณก็สามารถที่จะใช้คีย์เวิร์ดจากหน้าแรกในการสืบค้นได้ หรืออาจจะเลือกจากการสืบค้นขั้นสูงได้ หากคุณไม่เฉพาะเจาะจงสินค้าใดเป็นพิเศษ

การสืบค้นชั้นสูงสำหรับแคตาล็อก The Advanced Catalog Search (http://catalogs.google.com/advanced_catalog_search) จะให้คุณทำการสืบค้นจากหมวดหมู่สินค้า (จาก เสื้อผ้าและเครื่องประดับไปจนถึงของเล่นและเกม) คุณเลือกระบุได้ว่าคุณสนใจจะสืบค้นจากแคตาล็อกเล่มล่าสุด หรือสนใจดูจากแคตาล็อกเก่าๆ ด้วย นอกจากนี้ยังสามารถที่จะเลือกระบุได้ว่าต้องการใช้ SelfSearch เพื่อกรองผลการสืบค้นด้วยหรือไม่

  • Tip : คุณสามารถระบุตัวเลือกของ Google Catalogs สำหรับการสืบค้นขั้นสูงโดยผ่านทาง URL ได้ ( Hack #9)

ผลการสืบค้นจะแตกต่างเป็นอย่างมากกับการสืบค้นแบบอื่นๆ เพราะจะแสดงชื่อของแคตาล็อก (catalog name) วันที่พิมพ์ (issue date) ภาพหน้าแรกของแคตาล็อก (catalog front page) และเว็บเพจหน้าแรกที่มีคีย์เวิร์ดที่คุณกำลังค้นหาปรากฏอยู่ (หรืออาจจะมีลิงก์ไปที่ผลการสืบค้นอื่นๆ ที่มีสิ่งที่คุณต้องการ โดยแสดงด้วยชื่อและวันที่ของแคตาล็อก) และแสดงให้เห็นภาพขยายของตำแหน่งที่คีย์เวิร์ดค้นหาของคุณปรากฏอยู่ในเว็บเพจ อันที่จริงเว็บเพจที่ได้จากผลการค้นหามักจะอ่านค่อนข้างยาก แต่ก็ไม่แน่เสมอไป ขึ้นอยู่กับแต่ละแคตาล็อกด้วย และคุณสามารถจะเลือกคลิกที่แต่ละหน้าเพื่อให้ได้ภาพเว็บเพจที่ใหญ่ขึ้นได้

ซินแท็กซ์พิเศษ

การค้นหาสินค้าด้วย Google Catalogs ไม่มีการใช้ซินแท็กซ์พิเศษเพิ่มเติมแต่อย่างใด

Google Catalogs และ Google API

ในขณะที่เขียนหนังสือเล่มนี้ Google API ยังไม่ได้สนับสนุนการสืบค้นด้วย Google Catalogs


วันพุธที่ ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐

HACK#35 Google Labs


ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าคงเกี่ยวกับการทดลองอะไรบางอย่างแน่นอน แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นการทดลองนวกรรมใหม่ๆที่ช่วยให้ผู้ใช้งาน Google สามารถเข้าถึงประสิทธิภาพการใช้งาน Google Engine และ Google Database ได้มากยิ่งขึ้นนั่นเอง

Google Labs เป็นอีกบริการหนึ่งของ Google ที่คุณไม่ควรพลาด สาเหตุที่เราต้องพูดถึง Google Labs (http://labs.google.com/) ก็เนื่องจากว่านวกรรมต่างๆใน Google มักจะเกิดขึ้นใหม่ หายไป หรือเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นในขณะที่คุณได้อ่านหนังสือเล่มนี้ สิ่งที่เราพูดถึงอาจจะเปลี่ยนแปลงไปแล้วก็เป็นได้ แม้กระนั้นก็ตามการกล่าวถึงสิ่งที่มีอยู่ในขณะนี้ก็ยังนับว่ามีประโยชน์อยู่บ้างพอควร เพราะคุณอาจจะได้ค้นพบว่าเครื่องมือบางอย่างของ Google สามารถช่วยให้คุณเกิดความคิดใหม่ๆขึ้นมาก็เป็นได้เหมือนกัน

ในขณะที่เราเขียนหนังสือเล่มนี้ มีการทดลองเกิดขึ้นใน Google Labs 4 เรื่อง ดังต่อไปนี้

Google Glossary (http://labs1.google.com/glossary )

Google Glossary คือ Search Engine สำหรับคำย่อ มันอาจจะสืบค้นเจอคำว่า TMTOWDI และคำว่า Ventriculoperitoneal Shunt แต่กลับไม่พบคำว่า MST3K และคำว่า google.whack เป็นต้น ซึ่งการแสดงผลลัพธ์ออกมาจะมีทั้งความหมายของคำโดยย่อนั้นๆ นอกจากนี้ยังมีลิงก์ที่นำคุณไปยังข้อมูลเพิ่มเติม รวมทั้งลิงก์ที่นำคุณไปหาคำจำกัดความในเว็บไซต์ dictionary.com และเว็บไซต์ของ Merriam-Webster รวมไปถึงตัวอย่างวลีต่างๆ ที่ใช้คำนี้ด้วย

Google Sets (http://labs1.google.com/sets)

คุณลองระบุคำอะไรก็ได้สักสองสามคำลงไปเป็นคีย์เวิร์ดสืบค้น จากนั้น Google จะพยายามไปหากลุ่มวลีที่เกิดจากคำเหล่านี้มาให้ ยกตัวอย่างเช่น หากคุณระบุว่า Amazon และ Borders กรณีนี้ Google ก็จะแสดงเว็บไซต์ของ Borders, Amazon, Barns Noble, Buy Com, Media Play, Suncoast, Samgoody หรืออี่นๆมาให้คุณเป็นต้น ซึ่งมันอาจจะไม่ให้ผลการสืบค้นตามที่คุณคาดเอาไว้เลยก็ได้ หรือหากคุณระบุคำว่า vegan และ vegetarian คุณก็จะได้ผลการสืบค้นที่มีคำว่า veal หรือ Valentine’s day หรือ Tasmania แทน และอาจจะเลยเถิดไปอีกไกล ส่วนการคลิกที่คำใดคำหนึ่งจากรายชื่อในผลลัพธ์ก็จะทำให้คุณไปที่หน้า Google Regular Search

Google Voice Search (http://labs1.google.com/gvs.html)

เมื่อคุณระบุหมายเลขโทรศัพท์ลงไปในเว็บเพจนี้ คุณจะถูกถามในสิ่งที่ต้องการสืบค้น ให้ออกเสียงคำที่คุณจะใช้เป็นคีย์เวิร์ดสำหรับการค้นหา แล้วจึงคลิกที่ลิงก์ที่ระบุเอาไว้ และเมื่อคุณออกเสียงคำใหม่เข้าไปค้นหาแทนคำเดิม มันก็จะแสดงเว็บเพจที่เป็นผลลัพธ์ของคำนั้นให้ สำหรับการค้นหาด้วยเสียงพูดเช่นนี้ คุณจะต้อง enable JavaScript ใน Browser ของคุณด้วย มันจึงจะทำงานได้

น่าเสียดายที่การสืบค้นด้วยเสียงพูดเช่นนี้มักไม่ค่อยได้ผล เพราะในบางครั้ง Search Engine ก็ไม่เข้าใจเสียงพูดของคุณ เมื่อเราทดลองด้วยการพูดคำว่า Eliot Ness และ George Bush ปรากฏว่ามันสามารถทำงานได้ถูกต้อง แต่เมื่อเราพูดคำว่า Fred มันกลับเข้าใจว่าเป็นคำว่า Friend ไป ส่วนคำว่า Ethel Merman ก็กลายเป็น Apple Mountain ไปเลย

Google Keyboard Shortcuts (http://labs1.google.com/keys/)

หากคุณใช้ Browser บางตัวเช่น Opera โปรแกรมนี้ก็อาจจะไม่ทำงาน คุณอาจจะลองใช้มันใน Mozilla, IE หรือ Netscape ดูก็ได้ สำหรับ Google Keyboard Shortcuts ก็คือวิธีที่จะเลื่อนเคอร์เซอร์ไปตามผลลัพธ์ที่ได้ด้วยการใช้คีย์บอร์ดแทนการใช้เมาส์ คุณจะเลื่อนไปตามกลุ่มลูกบอลเล็กๆที่อยู่ตรงขวามือของจอภาพ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยคีย์บอร์ดโดยการใช้ปุ่มอักษร I และ K บนแป้นคีย์บอร์ดแทนสำหรับการเลื่อนขึ้นและลง และใช้ปุ่มตัวอักษร J และ L แทนการเลื่อนเคอร์เซอร์ไปทางซ้ายและขวา

Google WebQuotes (http://labs.3google.com/cgi-bin/webquotes/)

ในบางครั้งคุณอาจจะเรียนรู้เกี่ยวกับเว็บเพจใดเว็บเพจหนึ่ง จากการที่เว็บเพจอื่นๆพูดถึงมัน ดังนั้น Google WebQuotes จึงอาศัยข้อเท็จจริงนี้ด้วยการเสนอสิ่งที่เว็บไซต์อื่นๆพูดถึงลิงก์ใดลิงก์หนึ่ง ก่อนที่คุณจะเข้าไปในเว็บไซต์นั้นจริงๆ

จากหน้าโฮมเพจ คุณสามารถระบุได้ว่าคุณต้องการ WebQuotes สักกี่รายสำหรับการสืบค้นนี้ (ค่าเริ่มต้นจะอยู่ที่ 3 ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำงานได้ดี) จากนั้นจึงระบุคีย์เวิร์ดที่ใช้ในการค้นหาลงไป จากนั้น Google WebQuotes จะแสดงชื่อเว็บไซต์ 10 แห่งแรก (หรือหากคุณต่อท้าย URL ที่ได้ด้วยคำสั่ง &num=100 คุณก็จะได้รายชื่อของ 100 เว็บไซต์แรก) โดยมีจำนวน WebQuotes มากที่สุดในเว็บเพจเท่าจำนวนที่คุณได้ระบุเอาไว้ แต่ทั้งนี้พึงระลึกไว้ว่า ไม่ใช่เว็บเพจทุกหน้าที่จะมี WebQuote

การใช้ WebQuotes จะเป็นประโยชน์เมื่อคุณกำลังสืบค้นแบบทั่วๆไป และคุณต้องการที่จะทราบในทันใดว่าผลการสืบค้นตรงกับสิ่งที่คุณต้องการหรือไม่ เมื่อคุณสืบค้นหาบุคคลที่มีชื่อเสียง คุณก็สามารถที่จะได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ด้วยวิธีนี้เช่นกัน โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องละทิ้งเว็บเพจที่แสดงผลนั้นไปไหน!

Google Viewer (http://labs.google.com/gviewer.html)

Google Viewer จะแสดงผลการสืบค้นในรูปแบบของสไลด์ แต่คุณจะต้องใช้ Browser ที่ทันสมัยสักหน่อย Google แนะนำให้ใช้ IE 5 เป็นต้นไป หรือ Netscape 6 เป็นต้นไป สำหรับผู้ใช้แม็กอินทอชและพีซี ส่วนผู้ใช้ยูนิกซ์แนะนำให้ใช้ Mozilla

การเรียก Google Viewer มาใช้งาน สามารถทำได้โดยการเข้าไปที่โฮมเพจของ Google Viewer (http://labs.google.com/gviewer.html) แทนที่จะใช้โฮมเพจปกติของ Google จากนั้นก็สามารถทำการสืบค้นตามปกติ เว็บเพจที่แสดงผลการสืบค้นก็จะมีหน้าตาเหมือนปกติที่คุณรู้จัก แต่มีข้อสังเกตอยู่ว่าทูลบาร์จะอยู่ในส่วนบนของเว็บเพจ ให้ใช้ปุ่มบนทูลบาร์เพื่อเคลื่อนเคอร์เซอร์ไปข้างหน้าหรือข้างหลัง หรือไปที่ผลลัพธ์รายการแรกก็ได้ คุณสามารถที่จะปรับความเร็วของการแสดงสไลด์ หรือสืบค้นใหม่ได้ การแสดงสไลด์นั้นจะเริ่มเองโดยอัตโนมัติ แต่หากมันไม่ทำงานตามนี้ให้คลิกที่สามเหลี่ยมสีเขียวซึ่งเป็นปุ่ม Play บนทูลบาร์

Google จะแสดงผลการสืบค้นแรกไปพร้อมๆกับภาพของเว็บเพจ และจะนิ่งอยู่ประมาณ 5 วินาที จึงจะเปลี่ยนไปแสดงผลการสืบค้นที่สองและที่สามตามลำดับ คุณสามารถที่จะหยุดการแสดงสไลด์ได้ด้วยการคลิกที่ปุ่มสี่เหลี่ยมสีแดงซึ่งก็คือปุ่ม Stop และสามารถสั่งให้แสดงใหม่โดยคลิกที่ปุ่ม Play

น่าเสียดายที่ไม่มี Scroll Bar สำหรับเว็บเพจ ดังนั้นคุณจึงต้องคลิกที่ภาพของเว็บเพจแทนและลากเม้าส์เพื่อการเคลื่อนไหวไปมา

การทดลองใน Google Labs นี้มีที่ใช้งานค่อนข้างจำกัด นอกเสียจากว่าคุณระบุคำถามที่ดีมากๆเท่านั้น (หรือได้คำตอบที่แคบมากๆ) แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่ Google นำเอา Google Viewer มาใช้งานร่วมกับ Google News ล่ะก็ คุณคงจะได้เห็นอะไรดีๆเป็นแน่

Google Labs และ Google API

ในขณะที่เขียนหนังสือเล่มนี้ ยังไม่มีเครื่องมือตัวใดที่อยู่ใน Google Labs ที่สามารถใช้งานร่วมกับ Google API ได้

HACK#34 ช้อปปิ้งแบบออนไลน์ด้วย Froogle

ช้อปจนหมดแรงด้วย Froogle ซึ่งเป็นอินเด็กซ์สำหรับการช้อปปิ้งแบบออนไลน์

การสืบค้นจาก Google Catalogs นั้นเป็นวิธีที่ดีสำหรับการหาข้อมูลสินค้าเพื่อการช้อปปิ้งแบบออนไลน์ โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องการสืบค้นจากคีย์เวิร์ดเพียงไม่กี่คำ แต่หากคุณเป็นคนที่ค่อนข้างจะทันสมัยและเกาะติดกระแสด้วยการช้อปปิ้งแบบออนไลน์กับเขาด้วยละก็ คุณอาจต้องลองแวะไปที่เว็บไซต์ของ Froogle (http://froogle.google.com/) ดูสักนิด คำว่า Froogle เป็นคำที่ดัดแปลงจากคำสองคำมาผสมกัน คือคำว่า “Google” และ “Frugal” ซึ่งมันคืออินเด็กซ์การสืบค้นสำหรับการช้อปปิ้งที่หน้าตาดูค่อนข้างคล้าย Google Directory แต่มุ่งเน้นไปที่ช่วยให้คุณเข้าถึงตัวสินค้าที่คุณต้องการ บริการนี้เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2545 ดังนั้นในขณะที่เราเขียนหนังสือเล่มนี้อยู่ บริการนี้ยังถือว่าอยู่ในขั้นทดลองใช้งานเท่านั้น

*ปัจจุบันเรียกบริการนี้ว่า Google Product Search http://www.google.com/products

การเลือกซื้อสินค้าออนไลน์

โฮมเพจของ Froogle จะแสดงรายชื่อของหมวดหมู่สินค้าที่จัดไว้ในอันดับต้นๆ ซึ่งแต่ละกลุ่มก็จะแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆออกไปอีก การเลือกชมสินค้าแต่ละหมวดหมู่ทำได้ด้วยการคลิกไปที่ลิงก์นั้นๆ ซึ่งคุณจะเห็นว่าแม้ว่าจะได้เจาะลึกลงไปที่กลุ่มย่อยของสินค้าหรือบริการตามที่ต้องการแล้ว คุณก็ยังต้องพบกับรายการสินค้าอีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น เฉพาะในกลุ่มของบริการจัดดอกไม้ คุณจะได้ผลการสืบค้นถึง 2,500 รายการเลยทีเดียว

ผลลัพธ์ที่ได้นั้นจะมีภาพสินค้ารวมอยู่ด้วยหากมีการนำภาพมาลงไว้ (ซึ่งในกรณีส่วนใหญ่มักจะมี) นอกจากนี้ก็มีราคา ชื่อร้านที่ขายสินค้า คำอธิบายประกอบโดยย่อ และมีลิงก์ซึ่งจะนำคุณไปยังสินค้าทั้งหมดในหมวดหมู่ที่ระบุไว้ที่ผู้ประกอบการรายนั้นมีอยู่ขณะนั้น คุณสามารถเลือกให้ละเอียดลงไปอีกด้วยการเลือกชมสินค้าเฉพาะรายการที่อยู่ในช่วงราคา (price range) ที่คุณสนใจ สำหรับตัวเลือกสำหรับเลือกชมสินค้านั้นอาจมากเกินไปหน่อย อย่างไรก็ตาม การสืบค้นจาก Froogle จะเป็นประโยชน์มาก โดยเฉพาะในกรณีที่คุณกำลังรีบและมีสินค้าที่ต้องการไว้ในใจแล้ว นอกเสียจากว่าคุณจะมีเวลาเหลือเฟือและชอบการช้อปปิ้งเป็นชีวิตจิตใจ

การสืบค้นเพื่อซื้อสินค้าออนไลน์

Froogle จะแสดงคีย์เวิร์ดพื้นฐานสำหรับการสืบค้นไว้ให้ แต่เพื่อให้การสืบค้นของคุณได้รับประโยชน์มากที่สุด คุณจะใช้การสืบค้นขั้นสูงของ Froogle ก็ได้ (http://froogle.google.com/froogle_advanced_search)

คุณสมบัติบางประการของการสืบค้นขั้นสูงของ Froogle นั้นจะมีหน้าตาที่คุณคุ้นเคยดีอยู่แล้ว หากคุณเคยใช้การสืบค้นขั้นสูงของ Google มาก่อน คุณสามารถที่จะระบุเป็นคำหรือวลี หรือแม้กระทั่งคำที่ไม่ต้องการให้แสดงผลลัพธ์ได้ นอกจากนี้คุณยังสามารถที่จะระบุสินค้าซึ่งมีราคาต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้หรืออยู่ในช่วงราคาที่กำหนดได้ หรือคุณจะระบุว่าต้องการให้คีย์เวิร์ดของคุณอยู่ในชื่อของสินค้า หรือในคำอธิบายสินค้า หรือทั้งสองที่ก็ได้ วิธีนี้จะทำให้คุณสามารถควบคุมไปถึงผลลัพธ์ได้ดียิ่งขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นคุณยังสามารถที่จะกำหนดหมวดหมู่สินค้าของผลการสืบค้นได้ ตั้งแต่หมวดเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับไปจนถึงของเล่นหรือเกม เป็นต้น

โดยส่วนตัวแล้วเราไม่ชอบแบบฟอร์มสำหรับการสืบค้นขั้นสูงสักเท่าไหร่นัก ดังนั้นเราจึงนิยมใช้ซินแท็กซ์พิเศษในกรณีที่สามารถจะทำได้มากกว่า และ Froogle เองก็มีซินแท็กซ์พิเศษให้ใช้อยู่มากมาย เช่น ซินแท็กซ์ intitle: ซึ่งจะจำกัดผลการสืบค้นไปที่ชื่อของสินค้า ในขณะที่ซินแท็กซ์ intext: จะจำกัดผลการสืบค้นไปที่คำอธิบายสินค้า คุณสามารถที่จะใช้ซินแท็กซ์เหล่านี้ร่วมกันกันได้ เช่น คุณอาจระบุคำสั่งเป็น intitle:giraffe หรือ intext:figurine ซึ่งจะทำงานให้ตามที่คุณคาดหวังเอาไว้ นอกจากนี้คุณยังสามารถใช้ OR ก็ย่อมได้ โดยอาจแทนด้วยเครื่องหมาย | (pipe) ยกตัวอย่างเช่น หากคุณต้องการหาสินค้าที่เป็นตัวยีราฟหรือช้างที่ทำด้วยแก้ว คุณก็อาจระบุคำสั่งว่า glass (intitle:giraffe | intitle:elephant) เป็นต้น

การเข้าเป็นสมาชิกร้านค้าใน Froogle

ในฐานะที่ Google เป็น Search Engine ที่ค่อนข้างโดดเด่นในหมู่ Search Engine ทั้งหลาย ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะได้เห็น Froogle กลายเป็นเว็บไซต์ยอดนิยมสำหรับการช้อปปิ้ง และหากคุณเป็นผู้ประกอบการออนไลน์อยู่ด้วยล่ะก็ คุณอาจจะสงสัยว่า Google คิดค่าบริการเท่าไหร่สำหรับผู้ประกอบที่จะเข้าไปเป็นสมาชิกร้านค้าของ Froogle คำตอบก็คือ Google ไม่ได้คิดค่าบริการอะไรเลย คุณสามารถที่สมัครได้ฟรี แต่มีข้อจำกัดอยู่นิดหน่อยก็คือ ในขณะนี้ Froogle เปิดรับเพียงเว็บไซต์ที่ใช้ภาษาอังกฤษ และราคาสินค้าจะมีหน่วยเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐฯเท่านั้น

หากผู้ประกอบการรายใดต้องการมีชื่ออยู่ใน Froogle สามารถทำได้ด้วยการส่งข้อมูลของคุณซึ่งจัดเก็บเป็นไฟล์สเปรดชีตจากโปรแกรมใดก็ได้ที่คุณใช้อยู่ หรือไฟล์จาก Content-Management System ภายในบริษัทของคุณ หรือฐานข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า หรือจะเป็นข้อมูลจากโปรแกรมอื่นใดที่ทำงานในลักษณะคล้ายโปรแกรมข้างต้น

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการนำสินค้ามาลงใน Froogle คุณสามารถดูได้จาก

http://froogle.google.com/froogle/merchants.html

Froogle และ Google API

ในขณะที่เราเขียนหนังสือเล่มนี้อยู่ Froogle ยังไม่สนับสนุน Google API แต่อย่างใด

HACK#29 Google Directory

Google ได้จัดทำสารบบสำหรับสืบค้น (directory) โดยแบ่งเป็นหมวดหมู่เอาไว้ นอกเหนือจากการสืบค้นจากเว็บเพจจำนวนถึง 2 พันล้านหน้าตามปกติด้วย

ฐานข้อมูลของ Google มีการจัดทำอินเด็กซ์เว็บเพจเอาไว้ถึง 2 พันล้านหน้า ซึ่งย่อมไม่เหมาะกับการสืบค้นทุกสิ่งทุกอย่างเป็นแน่ ในกรณีที่คุณสืบค้นแล้วไม่ได้ผลในสิ่งที่ต้องการ เช่นคุณต้องการค้นหาข้อมูลของใครบางคนที่คุณไม่รู้จักเอาเสียเลย การสืบค้นจากข้อมูลถึง 2 พันล้านหน้าคงจะทำให้หงุดหงิดเอาได้ง่ายๆ

อย่างไรก็ตาม คุณไม่ต้องจำกัดตัวเองด้วยการสืบค้จากเฉพาะเว็บเพจดังกล่าวก็ได้ เพราะ Google ยังมีบริการสืบค้นจากอินเด็กซ์ของหัวข้อ (index of subject) นั่นก็คือ Google Directory ที่ http://directory.google.com ซึ่งแทนที่จะจัดทำอินเด็กซ์จากจำนวนเว็บเพจเป็นพันๆ ล้านหน้า Google Directory จะเก็บข้อมูลที่บอกคุณว่าเป็นเว็บไซต์เกี่ยวกับอะไรแทน และมีข้อมูลอยู่เพียง 1 ล้านห้าแสน URL เท่านั้น วิธีนี้จะทำให้การสืบค้นเกี่ยวกับเรื่องทั่วๆไปเป็นเรื่องง่ายขึ้น

แม้กระนั้นก็ดี ถ้าถามว่า Google ต้องเสียเวลาในการจัดทำอินเด็กซ์ subject เหล่านี้นอกเหนือไปจากอินเด็กซ์ของเว็บเพจแบบปกติหรือไม่ คำตอบก็คือไม่ เพราะ Google ได้นำข้อมูล Directory ของ Open Directory Project (http://dmoz.org/)ดยที่ข้อมูลที่รวบรวมไว้ใน Open Directory Project นั้น ได้รวบรวมและดูแลโดยเหล่าอาสาสมัครกลุ่มหนึ่ง ทว่า Google ก็ได้เพิ่มเติมส่วนที่ได้มาจากเทคโนโลยีสุดยอดของตนเข้าไปด้วยเช่นกัน

คุณจะเห็นได้จากหน้า Google Directory Homepage มีการจัดหัวข้อต่างๆให้เป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบโดยเรียงตามตัวอักษรเป็นหลัก หากคุณต้องการข้อมูลเรื่องใดคุณก็สามารถที่จะสืบค้นด้วยการใส่คีย์เวิร์ดสำหรับการค้นหาลงในช่อง Text Box ที่อยู่ด้านบน หรือคลิกเข้าไปเรื่อยๆตามหมวดหมู่ที่แยกเอาไว้ก็ได้

นอกเหนือจากหมวดหมู่ของหัวข้อที่แสดงไว้แล้ว คุณจะเห็นแถบสีเขียว ซึ่งแถบนี้เป็นเสมือนตัวบ่งชี้อย่างคร่าวๆถึง PageRank ของเว็บไซต์เหล่านั้น เว็บไซต์ต่างๆที่เห็นจะถูกจัดเรียงกันโดยอัตโนมัติตามค่าของ PageRank นี้ แต่คุณยังจะมีทางเลือกที่จะให้จัดเรียงชื่อเว็บไซต์ตามตัวอักษรก็ได้ถ้าต้องการ

สิ่งหนึ่งที่คุณจะสังเกตเห็นเกี่ยวกับ Google Directory ก็คือ คำอธิบายประกอบและข้อมูลอื่นๆ นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามหมวดหมู่ของคำสืบค้น ที่เป็นเช่นนี้เพราะข้อมูลที่อยู่ใน Directory นั้นได้รับการดูแลโดยอาสาสมัครกลุ่มเล็กๆกลุ่มหนึ่ง (ประมาณ 20,000 คน) ซึ่งแต่ละคนจะรับผิดชอบคนละหมวดหมู่หรือมากกว่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคำอธิบายประกอบเหล่านี้จะทำไว้ดีค่อนข้างดีเลยทีเดียว สำหรับภาพที่ 2-1 เป็นหน้าตาของ Google Directory



ภาพที่ 2-1 หน้าตาของ Google Directory

การสืบค้น Google Directory

Google Directory เองไม่มีซินแท็กซ์พิเศษที่ซับซ้อนสำหรับสืบค้นเช่นที่การสืบค้น
แบบปกติ (regular search) มี นั่นเป็นเพราะกลุ่มจำนวนหน้าน้อยกว่ามาก จึงเหมาะสำหรับการสืบค้นเรื่องทั่วๆไปมากกว่า อย่างไรก็ตาม ยังมีซินแท็กซ์พิเศษที่สามารถนำมาใช้ได้ ดังนี้

intitle:

เช่นเดียวกับซินแท็กซ์ของการสืบค้นปกติ (regular search) ซินแท็กซ์ intitle: จะจำกัดผลการสืบค้น ให้แสดงรายการฉพาะเว็บเพจหน้าที่มีคีย์เวิร์ดที่ใช้ในการสืบค้นอยู่ในส่วนของ Title ของเว็บเพจเป็นหลักเท่านั้น

inurl:

จะจำกัดผลลัพธ์การค้นหา ให้ได้เฉพาะเว็บเพจหน้าที่มีคำที่ใช้ในการค้นหาอยู่ภายใน URL ของหน้านั้นเท่านั้น

ขณะที่คุณสืบค้นเว็บอินเด็กซ์ของ Google อยู่นั้น คุณอาจจะเป็นห่วงว่าคุณจะจัดการกับผลการสืบค้นที่ได้มาอย่างไร วิธีการทั่วๆไปที่ใช้ได้ผลก็คือ คุณอาจจะเริ่มต้นด้วยการจำกัดผลลัพธ์ให้แคบลงไปเรื่อยๆก็ย่อมได้

วิธีการนี้ถือเป็นวิธีการที่ดีสำหรับเว็บอินเด็กซ์ทั่วไป เพราะคุณมีฐานสำหรับการสืบค้นที่แคบนั่นเอง แม้กระนั้นก็ตาม การเริ่มต้นค้นหาสิ่งที่ต้องการที่ไม่เฉพาะเจาะจงนักด้วย Google Directory ก็นับเป็นการเริ่มต้นที่ดีเช่นกัน

ยกตัวอย่างเช่น คุณต้องการข้อมูลเกี่ยวกับนักเขียนที่ชื่อ P.G.Wodehouse ทว่าการสืบค้นแบบปกติ (regular search) ด้วยคำว่า P.G.Wodehouse ใน Google จะทำให้คุณได้ผลการสืบค้นถึง 25,000 รายการ ซึ่งอาจจะทำให้คุณเดือดร้อนที่จะต้องหาผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่คุณต้องการโดยเร็ว แต่การสืบค้นคำเดียวกันนี้จาก Google Directory จะให้ผลลัพธ์กลับมาเพียง 96 รายการซึ่งอาจจะเป็นตัวเลขที่คุณจัดการได้ง่ายขึ้น หรือคุณอาจจะค้นหาอย่างละเอียดอีกทีหนึ่งก็ได้

การสืบค้นด้วย Google Directory จะเหมาะสำหรับการสืบค้นเหตุการณ์ต่างๆด้วยเช่นกัน การสืบค้นแบบปกติด้วยคำว่า “Korean War” จะให้ผลการสืบค้นเป็นแสนรายการ ในขณะที่การสืบค้นจาก Google Directory จะให้ผลการสืบค้นเพียง 1,200 รายการเท่านั้น นี่คือกรณีตัวอย่างที่คุณต้องการจำกัดผลลัพธ์ให้แคบลง คุณสามารถใช้คำพื้นๆเพื่อระบุถึงข้อมูลที่คุณต้องการเช่นคำว่า timeline หรือ archives หรือ lesson plan ก็ได้ แต่อย่าได้ใช้กับชื่อคนหรือชื่อสถานที่ เพราะนั่นไม่ใช่วิธีที่ดีสำหรับการใช้ Google Directory

Google Directory และ Google API

น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งเลยทีเดียวที่ Google API ไม่ได้ครอบคลุมการใช้ไปถึง Google Directory ด้วย

วันอังคารที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๐

HACK#32 Google News


การสืบค้นหาข่าวล่าสุดจากแหล่งข่าวมากมายหลายแห่งด้วยการใช้ Google News

Google อาจทำให้เราสบายจนเคยตัวไปสักหน่อย เพราะดูเหมือนว่าเมื่อใดก็ตามที่ Google ออกอะไรใหม่ๆมา เราก็มักจะคาดหวังว่ามันจะทำงานได้ยอดเยี่ยมในทันทีเมื่อนั้น

แม้ว่า Google News จะทำงานได้ดี แต่มันก็ไม่ใช่เครื่องมือที่จะช่วยสืบค้นข่าว (news) ที่ดีที่สุดในความคิดเห็นของเรา มันไม่ใช่แม้กระทั่งเครื่องมือที่อยู่ในสามอันดับแรกสำหรับการสืบค้นข่าวจากอินเทอร์เน็ตด้วยซ้ำไป ถ้าจะวิเคราะห์กันอย่างยุติธรรมแล้วล่ะก็ ขณะที่เขียนหนังสือเล่มนี้อยู่ การสืบค้นข่าวด้วย Google News นั้นยังจัดว่าอยู่ในระยะทดลองเลยทีเดียว

แบบฟอร์มการสืบค้นของ Google News ทำงานคล้ายกับการสืบค้นในเว็บเพจปกติ โดยที่รูปแบบอัตโนมัติของการสืบค้นด้วยคำหลายๆคำคือ AND และเนื้อข่าวที่ได้ก็จะถูกจัดกลุ่มไว้ ตามด้วยชื่อเรื่อง แหล่งข่าว วันที่ และเนื้อข่าวโดยย่อ ตัวเลือกเดียวที่พิเศษนอกเหนือการสืบค้นปกติก็คือ การจัดลำดับของการสืบค้นตามความเกี่ยวข้องหรือวันที่ การสืบค้นข่าวไม่มีการสืบค้นขั้นสูง และตัวเลือกสำหรับการเรียงลำดับผลลัพธ์จะปรากฎอยู่ทางขวามือของเว็บเพจแสดงผล

ซินแท็กซ์พิเศษ

การสืบค้นข่าวของ Google มีซินแท็กซ์พิเศษให้ใช้อยู่สองตัวคือ

intitle:

ซินแท็กซ์นี้จะสืบค้นคำที่ต้องการจากพาดหัวข่าว เช่น

intitle:miners


site:

ซินแท็กซ์นี้จะหาข่าวจากไซต์ใดไซต์หนึ่งตามที่ระบุเท่านั้น น่าเสียดายที่ Google ไม่ได้ให้รายชื่อเว็บไซต์ที่ถือเป็นแหล่งข่าวที่มีอยู่กว่า 4,000 แห่งเอาไว้ ดังนั้นคุณจึงต้องเดาชื่อแหล่งข่าวเอาเอง เช่น

miners site:bbc.co.uk

การใช้ประโยชน์จาก Google News ให้ได้มากที่สุด

คุณสมบัติที่ดีที่สุดของ Google News ก็คือความสามารถในการจัดกลุ่มให้กับข่าวได้ สำหรับ Search Engine ที่สืบค้นข่าวประจำวันทั่วๆไป แค่เฉพาะ Breaking News เพียงอย่างเดียวอาจจะมีปรากฏในผลการสืบค้นเต็มไปหมดเลยทีเดียว ยกตัวอย่างเช่นในช่วงเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2545 ที่ผ่านมา มีข่าวหนึ่งที่แจ้งว่าการบำบัดด้วยการใช้ฮอร์โมนทดแทนนั้นอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นมะเร็งได้ ทันใดนั้นการสืบค้นด้วยวลีว่า “breast cancer” ก็ให้ผลการสืบค้นมากมาย เพราะมีเรื่องราวเป็นสิบเรื่องที่อยู่ในหัวข้อข่าวเดียวกันนั่นเอง

เหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นเมื่อคุณสืบค้นจาก Google News เพราะ Google News จะจัดกลุ่มเรื่องราวที่มีเนื้อหาเหมือนกันเข้าไว้ในหมวดหมู่เดียวกัน คุณจะพบกับแหล่งรวมเรื่องราวเกี่ยวกับการบำบัดด้วยการใช้ฮอร์โมนทดแทน แต่เนื้อหาทั้งหมดนี้จะอยู่ในที่เดียวกัน ทำให้คุณสามารถมองหาข่าวอื่นๆที่เกี่ยวกับมะเร็วเต้านมเพื่ออ่านเพิ่มเติมได้ด้วย

คำถามก็คือ Google จะทำงานได้สมบูรณ์แบบทุกครั้งไปหรือไม่ จากประสบการณ์ของเราบอกได้เลยว่าไม่ เพราะกลุ่มข่าวบางกลุ่มสามารถค้นเจอได้โดยง่าย เพราะค่อนข้างเฉพาะและไม่แตกแขนงเรื่องราวออกไปมากนัก ในขณะที่การระบุคำค้นหาว่า “George Bush” จะก่อให้เกิดผลการค้นหาที่มากมายและมาจากหลายกลุ่ม ดังนั้นหากคุณต้องการสืบค้นด้วยชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือเรื่องราวทั่วๆไป (เช่น ข่าวอาชญากรรม เป็นต้น) คุณควรจะระบุการสืบค้นให้แคบลง ด้วยวิธีการใดวิธีการหนึ่ง ดังนี้

เพิ่มคำอื่นๆลงไป ซึ่งจะช่วยให้คุณได้ผลการสืบค้นที่แคบลง เช่น

“George Bush” environment, crime arson

จำกัดการใช้ซินแท็กซ์พิเศษ ให้เหลือเพียงซินแท็กซ์เดียว เช่น

intitle:“George Bush”

จำกัดการสืบค้นให้อยู่เฉพาะในเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง แต่ควรระวังไว้ว่า แม้วิธีการนี้จะทำงานได้ดีสำหรับการสืบค้นข่าวเด่นข่าวดัง แต่คุณอาจจะพลาดข่าวท้องถิ่นได้ หากคุณกำลังสืบค้นเรื่องราวสำคัญๆในอเมริกา เว็บไซต์ของ CNN (site:cnn.com) จะเป็นตัวเลือกที่ดีมาก หากเรื่องราวที่คุณกำลังสืบค้นอยู่นั้น เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในระดับนานาประเทศ เว็บไซต์ของ BBC (site:bbc.co.uk) ก็จะเป็นแหล่งข่าวที่ดีเช่นกัน

หากคำสืบค้นของคุณแคบเกินไปหรือไม่ชัดเจน คุณก็อาจจะไม่ได้ชื่อกลุ่มสำหรับให้ค้นหาต่อไป ซึ่งในกรณีเช่นนี้คุณก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากคุณสมบัติที่เด่นที่สุดของ Google แต่กลับไปเห็นจุดอ่อนของมันแทน จุดอ่อนที่ว่านี้ก็คือ ความไม่สามารถที่จะสืบค้นตามวันที่ที่มีการสร้างเว็บเพจของข่าวนั้นๆได้ รวมทั้งไม่สามารถสืบค้นโดยแหล่งข่าวได้เช่นกัน หรือข้อจำกัดในการสืบค้นด้วยภาษาหรือแหล่งของภาษา ซึ่งในกรณีเช่นนั้นคุณอาจจะต้องหาวิธีอื่นแทน

การสืบค้นแหล่งข่าวอื่นๆนอกเหนือจาก Google

หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลายาวนานแห่งความมืดมน ในที่สุด Search Engine สำหรับข่าวก็เกิดขึ้นมากมายราวกับดอกเห็ดไปทั่วอินเทอร์เน็ต ต่อไปนี้คือ Search Engine หลักๆ 4 แห่ง

FAST News Search (http://www.alltheweb.com/?cat=news)

Search Engine ตัวนี้จะเหมาะสำหรับทั้งข่าวท้องถิ่นและข่าวต่างประเทศ การสืบค้นขั้นสูงจะทำให้คุณสามารถสืบค้นให้แคบลงด้วยการระบุภาษา ประเภทของข่าว (เช่น ข่าวธุรกิจ ข่าวกีฬา และอื่นๆ) และวันที่ที่เนื้อข่าวนั้นได้ถูกจัดทำอินเด็กซ์เอาไว้ ข้อเสียก็คือ Search Engine ตัวนี้จัดทำอินเด็กซ์เกี่ยวกับการแถลงข่าว (Press Release) น้อยไปสักหน่อยนั่นเอง

Rocketinfo (http://www.rocketnews.com/)

แม้จะไม่ได้ให้ข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เจาะลึกมากที่สุดในโลก แต่คุณก็สามารถที่จะหาแหล่งข่าวซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จัก (เช่น PETA) และแหล่งรวมข้อมูลเทคโนโลยีต่างๆ ( เช่น Oncolink หรือ Biospace หรือ Insurance News Net เป็นต้น) ส่วนข้อเสียของ Search Engine ตัวนี้ก็คือ การสืบค้นที่ค่อนข้างจำกัดและไม่มีตัวเลือกในการเรียงลำดับผลลัพธ์มากนัก

Yahoo! Daily News (http://dailynews.yahoo.com)

จะให้รายชื่อแหล่งข่าวในเว็บเพจที่เกิดจากการสืบค้นขั้นสูง และมีการจัดทำอินเด็กซ์ทุก 30 วัน ซึ่งหมายความว่าในบางครั้งคุณจะสามารถหาสิ่งที่ไม่มีอยู่ใน Search Engine อื่นได้ที่นี่ นอกจากนี้ยังมีบริการ News Alerts ให้ฟรีทำหรับผู้ใช้ Yahoo! ที่ลงทะเบียน ข้อเสียของ Search Engine ข่าวของ Yahoo! ก็คือ ไม่ใคร่จะมีแหล่งทางด้านเทคนิคมากนัก ผลก็คือ ในบางครั้งคุณจะได้เรื่องเดิมๆ ปรากฏซ้ำแล้วซ้ำเล่าในผลการสืบค้น

Northern Lights News Search (http://www.northernlight.com/news.html)

Search Engine ที่มีข้อมูลเกี่ยวกับการแถลงข่าว (Press Release) ในเรื่องต่างๆที่ดีที่สุดเท่าที่เราได้พบ และมีข่าวต่างประเทศให้เลือกมากมายอีกด้วย มีการจัดแบ่งผลการสืบค้นตามหมวดหมู่ของข่าว และมีบริการ Free Alerts ให้ฟรีเช่นเดียวกับ Yahoo! ข้อเสียก็คือจะนำเสนอข่าวที่มีอายุข่าวอยู่ภายในช่วงสองสัปดาห์เท่านั้น และไม่ให้รายชื่อแหล่งข่าวมากมายนัก

Google News และ Google API

ขณะที่เขียนหนังสือเล่มนี้ Google API ยังไม่สนับสนุนการใช้ Google News แต่อย่างใด

HACK#30 Google Groups


คุณสามารถที่จะสืบค้นกลุ่มข่าว Usenet ทั้งจากปัจจุบันหรือในอดีตด้วยการใช้ Google Groups

Usenet Groups เป็นกลุ่มที่รวมตัวกันเพื่ออภิปรายเรื่องราวต่างๆมากมายแยกออกได้เป็นนับแสน Topic ด้วยการใช้ตัวหนังสือเป็นหลัก (text-based) และถือกำเนิดขึ้นมาก่อนเครือข่าย World Wide Web เสียอีก แต่ขณะนี้คุณสามารถที่จะสืบค้นหรือค้นคว้าเรื่องราวเหล่านี้ได้ด้วย Google Group (http://groups.google.com/) แล้ว ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงการสืบค้นที่แตกต่างไปจากการสืบค้นเว็บเพจธรรมดาๆ เพราะข้อความทั้งหมดจะถูกแบ่งออกเป็นกลุ่มๆหรือ Topic และ Topic เหล่านั้นจะถูกแบ่งย่อยออกไปเป็น Topic ย่อยๆอีกทีหนึ่ง ซึ่งถือเป็นการจัดหมวดหมู่แบบมีลำดับชั้น (hierarchies) หรือมีโครงสร้างในลักษณะต้นไม้ (tree)

การเก็บข้อมูลของ Google Groups เริ่มตั้งแต่ปี ค.ศ. 1981 จนถึงปัจจุบันนี้ โดยได้เก็บข้อความต่างๆเอาไว้แล้วกว่า 200 ล้านข้อความ ดังนี้จึงถือเป็นแหล่งเก็บข้อมูลที่ใหญ่มากและได้รวบรวมเอาเนื้อหาที่มีการอภิปรายกันไว้หลายทศวรรษด้วยกัน หากคุณติดขัดในเรื่องเกี่ยวกับเกมของคอมพิวเตอร์ในยุคเก่าๆ หรือต้องการความช่วยเหลือในด้านข้อมูลเกี่ยวกับจักรเย็บผ้าที่ซื้อมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 คุณอาจพบคำตอบที่นี่เป็นเป็นได้

นอกจากนี้ Google Groups ยังให้คุณได้มีส่วนร่วมในการอภิปรายที่อยู่ใน Usenet ด้วย นี่เป็นคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ดีทีเดียว เพราะไม่ใช่ว่าทุก ISP จะยอมให้คุณได้เข้าไปใน Usenet แล้วในขณะนี้ (แม้กระทั่งเจ้าที่มีจำนวนกลุ่มข่าวจำกัดด้วย) คุณสามารถเข้าไปดูในส่วนของ FAQ ของ Google Groups (http://groups.google.com/googlegroups/posting-faq.html)* เพื่อดูถึงวิธีที่จะฝากข้อความในแหล่งข่าว โดยที่คุณจะต้องเริ่มด้วยการหาดูว่าคุณต้องการฝากข้อความไว้ที่กลุ่มข่าวไหน และนั่นหมายถึงคุณจะต้องใช้การลำดับกลุ่มข้อมูลด้วย

* หมายเหตุ Link อาจมีการเปลี่ยนแปลง หรืออาจจะไม่มีแล้ว

สิบวินาทีกับการลำดับกลุ่มข้อมูล

การจัดลำดับกลุ่มข้อมูลมีทั้งการแบ่งแยกตามพื้นที่ (regional) และแยกย่อยๆลงไป (hierarchy) แต่ที่แบ่งไว้เป็นหมวดหลักก็คือ alt, big, comp, humanities, misc, news, rec, sci, soc และ talk การตั้งกลุ่มส่วนใหญ่มักจะเกิดจากกระบวนการโหวต และจะถูกใส่เข้าไปอยู่ใน Topic ที่เหมาะสมที่สุด


การสืบค้นจากกลุ่ม

จากหน้าแรกของ Google Groups คุณจะสามารถสืบค้นไปตามรายการของกลุ่มด้วยการเลือกลำดับกลุ่มข้อมูลที่อยู่ในหน้าแรก คุณจะเห็นว่ามีการแบ่งเป็นกลุ่มย่อย และกลุ่มย่อยของกลุ่มย่อยไล่ลงไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่าง เช่น ในลำดับกลุ่มข้อมูล comp (ย่อจาก computers) คุณจะเห็นกลุ่มย่อย comp.sys หรือ computer systems ภายใต้กลุ่มย่อยนี้จะมีอีก 75 กลุ่ม และมีกลุ่มย่อยที่เป็น comp.sys.mac ซึ่งเป็นสาขาของลำดับกลุ่มข้อมูลที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์แม็คอินทอช ซึ่งจะแบ่งแยกย่อยลงไปอีก 24 กลุ่ม และมีอยู่ Topic หนึ่งที่ชื่อว่า comp.sys.mac.hardware ซึ่งยังมีกลุ่มย่อยลงไปอีกสามกลุ่ม ดังนั้นเมื่อคุณได้เจาะลึกลงไปถึงกลุ่มย่อยที่คุณต้องการแล้ว Google Groups จะแสดงรายการที่มีการโพสต์เอาไว้ โดยเรียงลำดับรายการล่าสุดขึ้นมาก่อน

วิธีการนี้ใช้ได้ดีในกรณีที่คุณต้องการตรวจดูข้อมูลอย่างช้าๆ (มีข้อมูลไม่มาก) หรือได้ผลสืบค้นขนาดปานกลาง แต่เมื่อคุณต้องอ่านข้อมูลจำนวนมากๆ คุณอาจจะต้องใช้ Search Engine ของ Google Group เอง ซึ่งจะมีการสืบค้นในหน้าแรกคล้ายกับการสืบค้นของ Google ปกติ สิ่งเดียวที่คุณจะรู้สึกว่าแตกต่าง ก็คือ แถบคำสั่งของ Google Groups และผลการสืบค้นแต่ละรายการ จะมีชื่อกลุ่มและวันที่ลงประกาศ (posting date) แสดงอยู่ด้วย

ทว่าการสืบค้นขั้นสูง (http://groups.google.com/advanced-group-search) จะแตกต่างกันไปเลย เพราะคุณสามารถที่จะจำกัดการสืบค้นไปที่กลุ่มข่าวหรือ Topic ที่อยู่ในกลุ่มข่าว ยกตัวอย่างเช่น คุณอาจจะสืบค้นในกลุ่ม comp และกลุ่มที่อยู่ภายใต้กลุ่ม comp อีกทั้งหมดได้ โดยใช้คำสั่ง Comp* หรือสืบค้นเฉพาะกลุ่มย่อยลงไปเช่น comp.robotics.mise นอกจากคุณจะจำกัดให้ข้อความที่ต้องการอยู่ในกลุ่มใด (restrict by group) แล้ว คุณยังสามารถจำกัดโดยยึดผู้เขียนข้อความ (restrict by author) เป็นหลัก หรือจะเป็นจำกัดด้วยหมายเลขข้อความ (restrict by message ID) ก็ได้

  • Tip: แน่นอนว่าคุณสามารถเลือกตัวเลือกใดๆในหน้าเว็บเพจของการค้นหาขั้นสูง (Advanced Groups Search) ผ่านทาง URL (Hack # 9) ได้

สิ่งที่แตกต่างมากที่สุดระหว่าง Google Group และการสืบค้น Google แบบปกติ (regular search) ก็คือการสืบค้นด้วยวันที่ (date-range search) เป็นที่รู้กันว่าในการสืบค้นเว็บเพจปกติ การค้นหาโดยใช้วันที่นั้นแทบจะไม่ได้ผลที่ตรงเลย เพราะวันที่ในที่นี้จะหมายถึงวันที่ที่เว็บเพจนั้นถูกเพิ่มเข้าไปใน Google Index แต่ไม่ใช่วันที่ที่สร้างเว็บเพจขึ้นมา และโดยที่ข้อความใน Google Groups ถูกประทับไว้ด้วยวันที่ที่มันถูกลงประกาศไว้ในกลุ่มข่าว ดังนั้นการสืบค้นจากวันที่ใน Google Groups นั้นจะถูกต้องและเป็นตัวบ่งบอกว่าเมื่อใดที่เนื้อหานี้ถูกสร้างขึ้นมา และนับว่าโชคดีที่วันที่ที่ใช้นั้นเป็นวันที่แบบ Grogorian Date มากกว่าการสืบค้นด้วย Julian Date (Hack #1)

Google Groups และซินแท็กซ์พิเศษ

คุณอาจจะสืบค้นเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำขึ้นได้จากการสืบค้นแบบ Google Groups ขั้นสูง ดังนั้นจึงต้องมีซินแท็กซ์พิเศษของ Google Groups เช่นเดียวกับการสืบค้นปกติ

  • Tip: Google Groups เป็นข้อมูลการอภิปรายแบบกลุ่มที่มีการเก็บสำเนาเอาไว้เสมอ ดังนั้นเมื่อคุณต้องการสืบค้นเรื่องอะไรก็ตาม คุณย่อมประสบความสำเร็จมากกว่า หากคุณสืบค้นเรื่องราวที่ไม่จำเป็นต้องเป็นภาษาทางการมากนัก

intitle:

จะสืบค้นคำที่คุณต้องการจาก Topic เรื่องที่ได้ลงประกาศไว้ เช่น

intitle:rocketry

group:

ซินแท็กซ์นี้จะจำกัดการสืบค้นของคุณไปที่กลุ่มที่คุณระบุไว้ และอาจใช้เครื่องหมาย * (wildcard) เพื่อขยายขอบเขตที่ต้องการได้ ซินแท็กซ์ group: นั้น จะนับรวมอักขระทุกตัวที่บ่งบอกถึงกลุ่มเฉพาะที่ต้องการ เช่น rec.humor* หรือ rec.humor.* (จะมีความหมายเท่ากัน) จะให้ผลลัพธ์จากกลุ่ม rec.humor เช่นเดียวกับกลุ่ม rec.humor.funny หรือ rec.humor.jewish และอื่นๆ เช่น

group:rec.humor*

group:alt*

group:comp.lang.perl.misc

author

จะใช้สำหรับระบุชื่อผู้ร่วมอภิปรายข้อมูลที่ได้ลงประกาศไว้ ซึ่งอาจจะใช้ชื่อเต็มหรือบางส่วนของชื่อ หรือแม้แต่จะใช้ E-mail Address ก็ได้ เช่น

author:fred

author:fred flintstone

author:flintstone@bedrock.gov

การใช้งานซินแท็กซ์ร่วมกันใน Google Groups ซินแท็กซ์ใน Google Groups นั้นสามารถนำมาใช้งานร่วมกัน (Hack #8) ได้ง่ายกว่าซินแท็กซ์สืบค้นในเว็บเพจปกติ เพราะคุณสามารถที่จะใช้งานซินแท็กซ์ใดๆก็ได้ใน Google Groups ดังตัวอย่างต่อไปนี้

intitle:literature group:humanities* author:john

intitle:hardware group:comp.sys.ibm* pda

สิ่งที่พบได้ทั่วไปในขณะทำการสืบค้น มีอยู่มากมายหลายวิธีที่คุณจะสามารถ “เสาะแสวง” เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลสำหรับการวิเคราะห์วิจัยของคุณจาก Google Groups แต่จงจำไว้ว่า คุณไม่ควรปักใจเชื่อในข้อมูลที่คุณได้มาเต็มร้อยเปอร์เซนต์ เพราะ Usenet ก็คือข้อความที่คนเป็นแสนๆคนส่งผ่านกันไปมา เพราะฉะนั้นมันก็ไม่แตกต่างไปจากเครือข่ายเว็บทั่วๆไปนั่นเอง

การช่วยเหลือเกี่ยวกับเทคนิค (tech support) คุณคงเคยใช้วินโดว์และได้เคยประสบปัญหาว่าคุณกำลังใช้งานโปรแกรมบางโปรแกรมที่คุณเองก็ไม่รู้จัก และคุณก็คงจะไม่ใคร่สบายใจนักใช่หรือไม่ หากคุณเคยสงสัยว่า HIDSERV มีความหมายว่าอย่างไรกันแน่ Google Groups จะช่วยบอกคุณได้ โดยคุณเพียงแต่สืบค้นคำว่า HIDSERV จาก Google Groups คุณก็จะเห็นว่ายังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่มีปัญหาเช่นเดียวกับคุณมาก่อนแล้ว และคำถามนี้ก็เคยมีคนตอบเอาไว้แล้ว

นอกจากนี้เรายังพบว่าในบางครั้ง Google Groups สามารถตอบคำถามได้ดีกว่าเว็บไซต์ของบริษัทผู้ผลิตเองเสียอีก ยกตัวอย่างเช่น เรากำลังพยายามติดตั้งอุปกรณ์สำหรับเครื่องบินเล็กให้เพื่อนคนหนึ่งอยู่ อุปกรณ์ที่ว่าก็เช่น จอยสติ๊ก วาล์วบังคับน้ำมันเครื่อง และปีกหางเสือของเครื่องบิน แต่เว็บไซต์ของบริษัทผู้ผลิตไม่สามารถตอบเราได้ว่า ทำไมเครื่องจึงไม่ทำงาน แต่เมื่อเราพยายามอธิบายปัญหาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ใน Google Groups โดยใช้ชื่อของอุปกรณ์และชื่อยี่ห้อของผู้ผลิต แม้ว่ามันจะไม่ง่ายนัก แต่สุดท้ายแล้วเราก็ได้คำตอบในที่สุด

ในบางครั้งปัญหาที่คุณมีนั้นอาจจะไม่ร้ายแรงอะไรนัก เพียงแต่ก่อให้เกิดความรำคาญ เช่น คุณอาจจะติดขัดในการเล่นเกมคอมพิวเตอร์ และหากว่าเกมนั้นออกวางตลาดมาได้สักสองสามเดือนแล้ว คุณอาจจะพอหาคำตอบได้ใน Google Groups หากคุณต้องการคำตอบสำหรับทั้งเกม คุณอาจจะลองใช้คำที่เป็น คาถาวิเศษดูบ้าง เช่นคำว่า “walkthrough” ดังนั้นหากคุณต้องการจะรู้รายละเอียดเกี่ยวกับเกม Quake II คุณอาจจะลองสืบค้นด้วยคำว่า “quake II” walkthrough (คุณไม่จำเป็นจะต้องไปสืบค้นในกลุ่มใดเลย เพราะคำว่า walkthrough นั้นเป็นคำที่รู้จักกันดีในหมู่นักเล่นเกมอยู่แล้ว)

การสืบค้นบทวิเคราะห์ข่าวทันทีหลังจากเกิดเหตุการณ์ จากการสืบค้นด้วย Google Groups การค้นหาวันที่จะเป็นไปอย่างแม่นยำมาก (ต่างกับการสืบค้นด้วยวันที่ในอินเด็กซ์ของ Web Page) วิธีนี้จึงเป็นวิธีที่ยอดเยี่ยมสำหรับการค้นหาบทวิเคราะห์ข่าวในระหว่างเหตุการณ์หรือทันทีที่เกิดเหตุการณ์

บาร์บารา สตรัยแซนต์ และ เจมส์ โบรลิน แต่งงานกันเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 การสืบค้นหาชื่อ “Barbra Streisand” “James Brolin” ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2541 และวันที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 จะให้ผลลัพธ์ประมาณ 40 รายการ ซึ่งรวมไปถึงบทความทางโทรสารข่าวที่เอากลับมาพิมพ์ใหม่ และลิงก์ต่างๆที่เชื่อมโยงไปยังเนื้อข่าว รวมถึงคำวิจารณ์จากแฟนเพลงด้วย แต่หากคุณเพียงแต่สืบค้นชื่อ “barbra streisand” “james brolin” โดยไม่ระบุวันที่ คุณจะได้ผลลัพธ์ถึง 1,300 รายการเลยทีเดียว

ย้ำอีกครั้งว่า Usenet นั้นเป็นเครือข่ายที่เก่าแก่กว่าเครือข่าย “World Wide Web” เสียอีก และทำให้มันเหมาะเป็นอย่างมากที่จะใช้สำหรับหาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดก่อนที่จะมีเครือข่ายเว็บ เป็นต้นว่า โคคา-โคลา เปิดตัว “New Coke” ออกสู่ตลาดในเดือนเมษายน พ.ศ. 2528 แม้คุณจะสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับการวางตลาดผลิตภัณฑ์ในเครือข่ายเว็บได้ แต่การหาบทวิจารณ์ในเรื่องนี้คงจะไม่ง่ายเท่าใดนัก หลังจากที่ลองสืบค้นด้วยวันที่อยู่สักพัก (การที่ผลิตภัณฑ์ที่ถูกวางตลาดไม่ได้หมายความว่าจะมีสินค้าตัวนี้อยู่ในร้านค้าทุกร้าน) เราได้พบบทวิจารณ์มากมายเกี่ยวกับ “New Coke” ใน Google Groups ด้วยการสืบค้นจากวลี “new coke” ในช่วงระหว่างเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2528 ซึ่งข้อมูลเหล่านั้นประกอบไปด้วย ผลการสำรวจ การทดสอบเกี่ยวกับรสชาติและการคาดการณ์เกี่ยวกับโค้กสูตรใหม่นี้ การสืบค้นโดยใช้วันที่ในช่วงฤดูร้อนหลังจากนั้นจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับการนำเอาเครื่องดื่มโค้กรสดั้งเดิมมาวางตลาดใหม่ ภายใต้ชื่อ “Classic Coke”


Google Groups และ Goole API

ระหว่างการเขียนหนังสือเล่มนี้ Google Groups ยังไม่ได้รับการสนับสนุนจาก Google API หากคุณต้องการที่จะจัดเก็บผลลัพธ์การสืบค้นของคุณไว้ในไฟล์ประเภทใดประเภทหนึ่ง ก็สามารถทำได้โดยดูรายละเอียดใน “การดึงผลลัพธ์ของ Google Groups ไปใช้” (Hack #46)